""""คุณทองแดง""" กับ "หนังสือการ์ตูน"

ฉากหลังเรื่องทองแดง

            วางแผงเพียงไม่กี่วัน หนังสือการ์ตูน 'เรื่องทองแดง' พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ก็ขึ้นอันดับหนังสือขายดี ชนิดมียอดจองหลายแสนเล่ม แต่กว่าจะมาเป็นหนังสือการ์ตูนภาพแสนสวยนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ยุวดี มณีกุล เก็บภาพบรรยากาศอันแสนอบอุ่น และครื้นเครงในช่วงเวลาทำงาน ของคณะนักเขียนการ์ตูน ซึ่งแต่ละคนถอดหัวใจ ให้กับทุกลายเส้นทุกแต้มสีเพื่อเนรมิตคุณทองแดงและผองเพื่อน ถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

            เสียงกระเซ้าเย้าแหย่และเสียงหัวเราะเริงใจของเหล่าชายหนุ่ม ดังลอดมาจากห้องทำงานขนาดกะทัดรัด ภายในอาคารบริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ละแวกตลิ่งชัน ที่ซึ่งคณะนักเขียนการ์ตูนชื่อดังและศิลปินอารมณ์ดีของเมืองไทย 5 คน ใช้ทำงานชิ้นสำคัญของพวกเขา

            นั่นคือ การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ 'เรื่องทองแดง'

            เป็นที่ทราบกันดีว่า พระราชนิพนธ์ทองแดงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เป็นหนังสือเกี่ยวกับบรรดาสุนัขในวัง โดยมีตัวเอก คือ สุนัขเชื้อสายพันธุ์บาเซนจิ ที่ชื่อทองแดง พระองค์ทรงถ่ายทอดเรื่องราวความผูกพันต่อทองแดงและผองเพื่อนจนตรึงใจนักอ่านทั่วประเทศ ถึงขนาดขึ้นแท่นหนังสือขายดีอันดับหนึ่งติดต่อกันอย่างยาวนานเมื่อปลายปีก่อน

            ครั้นพระองค์ทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างทองแดงในฉบับการ์ตูน เพื่อให้นักอ่านรุ่นเยาว์ได้ร่วมสัมผัสโลกของทองแดงไปด้วยกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงคัดเลือกศิลปินด้วยพระองค์เอง เริ่มต้นที่ พิษณุ ศุภนิมิตร อาจารย์คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในฐานะที่ปรึกษาโครงการและออกแบบศิลป์ และ ชัย ราชวัตร นักเขียนการ์ตูนมือหนึ่ง ในฐานะหัวหน้าช่างเขียน

            จากนั้นทั้งคู่จึงหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์อีก 3 คน ได้แก่ โอม รัชเวทย์ สละ นาคบำรุง และ ทิววัฒน์ ภัทรกุลวณิชย์ (หมอ)

            เป็นเวลากว่า 9 เดือนที่คนทั้งห้าร่วมหัวจมท้ายทำงานอันทรงเกียรตินี้ด้วยกัน ทุกคนพูดตรงกันว่ามันเป็นช่วงเวลามีค่าที่ไม่อาจลืมเลือน

            และนี่คือคำบอกเล่าเคล้าเสียงหัวเราะของพวกเขาระหว่างทำงาน ในเย็นย่ำวันหนึ่ง

.......................................................................

เริ่มต้นการทำงานยังไงคะ

พิษณุ : เอ พวกเราเริ่มเขียนสตอรี่บอร์ดกันเมื่อไหร่นะ หมอจำได้มั้ย

หมอ : ประมาณปลายเดือนมกราคมครับ

พิษณุ : อืม ใช่ๆ เราใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการเขียนสตอรี่บอร์ดแล้วส่งให้ในหลวงทอดพระเนตร ยังจำได้เลยว่าพระองค์ทรงส่งกลับมาเร็วมาก คือ เราถวายวันศุกร์ พอวันจันทร์ก็ได้งานคืนแล้ว แสดงว่า ทรงสนพระทัยมากจริงๆ

ชัย : ท่านไม่ได้ทรงแก้ไขอะไรมากนัก มีติงรายละเอียดของสุนัขแต่ละตัวบ้าง

พิษณุ : วิธีการทำงานของพวกเรา เริ่มจากร่างเป็นภาพลายเส้นก่อน เวลาลงสีจะได้ไม่ต้องแก้ แล้วถึงเอาลายเส้นไปเข้าแท่นพิมพ์ พิมพ์ลงบนกระดาษสีน้ำ 4 ชุด เอ บี ซี ดี สำหรับแก้ไขไม่ต้องไปลบต้นฉบับใหม่ จากนั้นเราส่งต้นฉบับขาวดำให้พระองค์ทอดพระเนตร ฉบับนี้จะมีตัวหนังสือด้วย เพื่อทรงพิจารณาว่าภาพกับเนื้อหาสัมพันธ์กันมั้ย ตัวหนังสือใช้ฟอนท์ลายมือของคุณชัย ราชวัตร

ฟอนท์ลายมือนี้คุณชัยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เองหรือคะ

ชัย : เป็นเจ้าของ แต่เวลาใครต่อใครเอาไปใช้ไม่เห็นเคยได้ค่าลิขสิทธิ์เลยนะ (ฮาครืน)

พิษณุ : ตอนทำพระมหาชนกฉบับการ์ตูนต้องเขียนสดทั้งเล่มน่ะ คราวนี้เลยใช้ฟอนท์ พอพระองค์ท่านทรงส่งคืน เราก็มาทำงานขั้นสุดท้าย คือ ระบายสี เราใช้สีน้ำ ขั้นตอนนี้เริ่มประมาณปลายเดือนเมษายน ตอนแรกเรากะว่าต้องเสร็จเดือนมิถุนายน แล้วออกกรกฎาคม แต่ไม่ทัน พวกเราเลยขอเลื่อน จริงๆ ไม่ควรขอเลื่อนนะ นี่ก็ยังรู้สึกผิดอยู่ งานนี้นักเขียนต้องค้นคว้าหนังสือเยอะมาก ผมไม่ได้ทำอะไรเลย มานั่งดูเขาเฉยๆ (หัวเราะ)

ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ พึงพอใจผลงานนี้แค่ไหน

พิษณุ : ผมบอกได้ว่าในแง่ความเป็นการ์ตูนไม่พึงพอใจเต็มร้อย เพราะเราพัฒนาบุคลิกตัวละคร หรือสุนัขแต่ละตัวไม่ได้ ซึ่งหนังสือการ์ตูนที่เขียนแบบการ์ตูนมาแต่ต้นจะทำได้ ทีนี้ผมพึงพอใจในแง่ผลสำเร็จที่แปลงมาอีกอย่างหนึ่ง เป็นงานภาพประกอบที่ดี แต่ละชิ้นเป็นเพนติ้งที่สวยมาก คิดว่าเสร็จงานแล้วน่าจะเข้ากรอบจัดแสดงนิทรรศการต่อ

แต่ละคนก็มีงานประจำ ใช้เวลาไหนมาทำงานนี้ด้วยกันคะ

ชัย : เราจะมาเจอกัน ทำงานพร้อมหน้ากันอาทิตย์ละ 3 วัน อังคาร พฤหัสบดี และเสาร์ ช่วงบ่ายๆ ถึงค่ำ แล้วก็หอบงานไปทำที่บ้านด้วย จริงๆ ที่นี่ไม่ใช่ห้องทำงานแรก แรกสุดเราไปเช่าแมนชั่นใกล้ๆ ห้างแถวปิ่นเกล้า ตรงนั้นวิวดี เพราะห้องอยู่ชั้นสูง พอเสร็จงานก็ลงมาเดินเล่นห้างบ้าง หรือต้องซื้ออุปกรณ์ก็ลงมาซื้อที่ห้างสะดวกดี จากนั้นก็ย้ายมาที่อัมรินทร์ แต่ห้องทำงานก่อนหน้านี้ไม่เวิร์กเลย ในที่สุดก็ย้ายมาห้องนี้

แบ่งงานกันยังไงคะ

พิษณุ : ส่วนใหญ่ถ้าเป็นตัวเอก คือ ทองแดง คุณชัยเหมาทั้งหมด กับรูปที่มีฟิกเกอร์เยอะๆ ส่วนทิวทัศน์จะเป็นคุณโอมกับคุณหมอ เห็นต้นไม้เห็นทะเลอะไรพวกนี้ ส่วนสละจะเขียนภายในท้องพระโรง แล้วคุณชัยจะเป็นตัวตบคนสุดท้ายให้เนียนให้กลมกลืนกัน โดยให้พู่กันไปด้วยกันได้ ก็ยากเหมือนกันนะ ปกติคนทำงานศิลปะจะให้ทำอย่างนี้ไม่ทำหรอกนะ อาร์ตติสท์จะไม่ยอมให้ใครมาแก้งาน ก็เป็นการฝึกลดอัตตา

หมอ : รูปยากๆ นี่วาดกันเป็นวันได้แค่ภาพเดียว บางวันวาดได้ 3-4 ภาพ เช่น หมาบาเซนจิเฝ้ากษัตริย์ฟาโรห์ ภาพนี้เหมือนไม่ยากแต่ยากมาก เพราะต้องสร้างความรู้สึกขรึมขลังด้วย ต้องแก้หลายหน บางรูปเขียนเสร็จแล้วมาดูอีกที คนเขียนไม่ชอบขอแก้ใหม่ ทั้งที่คนอื่นๆ ก็ว่าดีแล้ว ผมคิดว่ามีเรื่องประหลาดมากอยู่อย่าง คือ ทุกคนที่ทำงานนี้รักหมาหมดเลย แถมส่วนสูงของพวกเรายังไล่เลี่ยกันอีก (ฮา)

ชัย : ผมว่ามีประหลาดกว่านั้นอีกนะ คือ พวกเรารักหมา แต่ใครถูกด่าว่าหมา โกรธนะ (ฮา)

ชัย : ทีมเราคุยกันได้ มีแซว หยอกล้อกันได้ ทำงานไปนั่งคุยกันไป รู้นิสัยใจคอกัน สิ่งหนึ่งที่สำเร็จ คือ พวกเราไม่มีอัตตา ทำงานไปเล่าโจ๊กไป บางทีมีคนอื่นแวะมาเยี่ยมก็สนุก

สละ : ผมร่างลายเส้นทั่วไป ส่วนสุนัขตัวอื่นๆ พี่โอมดูแลทั้งหมด

โอม : เราทั้งหมดได้ไปดูสถานที่จริง ไปสังเกตสุนัขแต่ละตัว ซึ่งจะมีรายละเอียดเยอะมาก สรีระแต่ละตัวต่างกัน กระดูกกล้ามเนื้อเป็นยังไง แล้วก็ต้องหาหนังสือประกอบ ลูกๆ ทองแดงก็ต้องศึกษาหมด ความที่พวกเรารักหมาเลยเขียนอย่างมีความสุข ข้อยากคือ เราต้องใส่อารมณ์เข้าไปในตัวสุนัข ไม่อย่างนั้นจะเหมือนสุนัขทั่วไป ไม่มีอารมณ์ความรู้สึก แต่นี่เราเข้าไปถ่ายรูปเขาเน้นอารมณ์บนใบหน้า หรือไม่ก็เน้นลีลาท่าทาง เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหว

พวกเราเตรียมความพร้อมค่อนข้างสมบูรณ์ แต่เวลาเขียนกังวลว่าเราจะเข้าถึงอารมณ์พวกสุนัขได้หมดมั้ย เพราะเราจะไม่ใช่เจ้าของ คนเลี้ยงสุนัขย่อมรู้ดีว่าสุนัขของตัวมีนิสัยท่าทางยังไง เรียกว่า พวกเราต้องใช้การตีความพระราชนิพนธ์เป็นหลัก พยายามทำความเข้าใจอารมณ์และนิสัยของสุนัขแต่ละตัวจากหนังสือ หลังๆ ก็ไม่กังวลแล้วครับ เพราะตลอดเวลาการทำงานพี่ชัยจะมีเรื่องเล่าขำขันตลอด

มีแบบแผนการวาดมั้ยคะ

ชัย : ไม่หรอกครับ บางรูปเลือกทำแบ็กกราวนด์ก่อน บางรูปลงฟิกเกอร์ก่อน

หมอ : ต้องโทษพี่โอมกับพี่สละนะ แกขยันทำร่างรอบแรกไว้ถึง 172 หน้า บางหน้ามีรูปอย่างเดียว 7-8 หน้า ไม่มีเนื้อหาเลย

โอม/สละ : อ้าว (พร้อมกัน)

ชัย : เช่น ฉากแอฟริกา เราคิดว่าเพื่อให้เด็กๆ ดูสนุก ก็ร่างภาพต่อเนื่อง จริงๆ เนื้อหานี้พระองค์ท่านทรงเขียนไว้ 2 บรรทัด แต่เราสร้างแอ็คชั่นมาหลายๆ หน้า เลยว่าสุนัขพันธุ์บาเซนจิเป็นนักล่าอย่างไร เราไปค้นข้อมูลว่าบาเซนจิรูปร่างหน้าตาเป็นยังไง ฉากเกี่ยวกับแอฟริกาควรเป็นยังไง แล้วภาพของอียิปต์ที่พระองค์ระบุไว้ว่าบาเซนจิหมอบอยู่แทบพระบาทฟาโรห์เป็นยังไง

ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เลือกวาดแบบโปร่งใสนะคะ

ชัย : ที่จริงเราเริ่มเขียนด้วยดินสอเป็นรูปร่างหน้าตาพระองค์ท่านจนเหมือนก่อน แล้วค่อยลบรายละเอียดออกทั้งหมด เอาแต่เส้น เพราะเราเชื่อคำท่านอาจารย์ประยูร จรรยาวงษ์ ว่า การเขียนรูปในหลวงเป็นการ์ตูนเป็นสิ่งไม่บังควร เพราะการ์ตูนมีสถานะเป็นภาพล้อด้วย พวกเราเลยเลือกใช้วิธีนี้

การลงสีเพื่อสร้างบรรยากาศภาพแต่ละภาพนี่พิจารณาจากอะไร

ชัย : เราจะตีความจากหนังสือว่าช่วงเวลานั้นๆ ควรเป็นเช้า กลางวัน บ่าย หรือเย็น เพราะเราไม่สามารถไปทูลถามพระองค์ท่านตลอดเวลา เช่น ภาพตอนต้นเรื่องที่พระองค์ท่านไปเปิดศูนย์แพทย์ ท่านไม่ได้บอกว่าเป็นเวลากี่โมง เราก็มาตีความเองว่าน่าจะเป็นตอนเช้า ท้องฟ้าตอนเช้าก็ควรกระจ่างใส สีเหลืองอมฟ้า ถ้าเป็นตอนเย็นท้องฟ้าจะออกสีแดงสีส้ม แต่ก็มีความยุ่งยาก เพราะไล่สีแล้วหน้าต่อๆ ไปต้องให้ต่อเนื่องตามเวลาด้วย

พิษณุ : อย่างฉากที่วังไกลกังวล เราทราบข้อมูลว่า พระองค์ท่านจะเสด็จฯลงมาพร้อมสุนัขประมาณบ่ายสอง ท้องฟ้าหรือบรรยากาศตอนนั้นก็เป็นอีกแบบ ถ้ารู้ว่าฉากหนึ่งเป็นตอนเย็นภาพต่อๆ ไปก็ต้องต่อเนื่อง คือ ต้องเย็นลงๆ ไปจนถึงพระอาทิตย์ตก

อ่านหนังสือเรื่องทองแดงกันสักกี่รอบคะ

ชัย : ผมว่าแต่ละคนอ่านไม่ต่ำกว่าสิบรอบนะ รอบแรกๆ ต้องใช้จินตนาการสูง อ่านรอบหลังๆ เป็นเรื่องเก็บรายละเอียดทั้งอารมณ์ ทั้งสถานที่ ทั้งบรรยากาศ ระหว่างวาดก็ต้องอ่านทวนตลอด ต้องเปิดหน้าต่อไปด้วยว่าจะเป็นอะไรต่อ อย่างลายหมานี่มีหมาลายจุด หมาสีดำ ฉากต่อไปก็ต้องมีเหมือนกัน บางทีหลุดผิดหมาผิดตัวก็ต้องแก้ใหม่ อีกอย่างคือ เวลาวาดรูป เรายังไม่เห็นตัวอักษร เลยต้องเปิดหนังสือคอยเทียบตลอด

พิษณุ : เราต้องคำนึงถึงจังหวะการวางตัวอักษรด้วย เวลาวาดก็ต้องคิดเผื่อพื้นที่สำหรับตัวอักษร

แต่ละคนมีความถนัดทางด้านสีน้ำแตกต่างกัน พอมาทำงานร่วมกันต้องปรับแค่ไหนคะ

โอม : ปกติผมทำหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็ก สีน้ำแบบเด็กอาจไม่ต้องเน้นรายละเอียดเยอะ เน้นสีสันสดใส หวานละมุน แต่งานนี้จะครอบคลุมทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ผมจึงคงสีที่มีความสดใสอยู่ แต่ต้องอยู่ระหว่างกลางที่เด็กกับผู้ใหญ่ชอบด้วย

สละ : ปกติผมจะเขียนสีน้ำแบบละเอียด จะเนี้ยบมาก พอมาทำงานร่วมกันต้องปรับตัวสูง ต้องทำให้ภาพรวมทั้งหมดกลมกลืนกัน ไม่ใช่โดดเป็นสีแบบตัวเอง แต่แนวสีของผมก็จะออกหวานๆ ครับ

ชัย : ผมสะสมหนังสือสีน้ำเยอะนะ แต่นานๆ จะเขียนที การให้สีของผมค่อนข้างเรียลลิสติก ต่างกับหมอ หมอค่อนข้างเล่นสโตรก เล่นทีพู่กัน หมอเขาจะใจเย็นมาก รอจนสีรอบแรกแห้งแล้วก็ลงใหม่ ผมจะนึกข้อเท็จจริงรายละเอียดและค่อนข้างใจร้อน เวลาเขียนกับหมอก็พยายามดูวิธีของเขา อย่างฟ้าของหมอจะเน้นสโตรก แต่ผมจะมีสีหนึ่งเด่นไปเลย พอมาทำงานด้วยกันก็ต้องลดๆ แนวตัวเองเพื่อไม่ให้มันโดด นี่ผมยังคิดว่าเสร็จงานนี้แล้วจะเริ่มเขียนสีน้ำจริงๆ จังๆ เสียที

หมอ : จะเอาจริงแล้วเหรอครับพี่ พี่เคยพูดกับผมอย่างนี้เมื่อ 8 ปีก่อน

ชัย : เป็นความจริงครั้งที่ 8 ไง (ฮาครืน)

ช่วงท้ายหนังสือมีภาพขนมชื่อลูกทองแดงด้วย?

พิษณุ : เหมือนเป็นภาคผนวกน่ะ พระองค์ท่านรับสั่งให้มีเนื้อหาส่วนนี้ด้วย มาจากพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เราเลยเพิ่มภาพขนมไทยตามชื่อลูกๆ ทองแดงไปตามพระประสงค์ ภาพพวกนี้หมอเป็นคนเขียน

หมอ : ผมเขียนขนมไทยเป็นชิ้นแรกๆ เลยครับ

ก็ต้องปิดท้ายความรู้สึกที่ได้ทำงานการ์ตูนเรื่องทองแดงนี้สักหน่อย

ชัย : ผมถือเป็นความภาคภูมิใจในชีวิต เป็นมงคลแก่ชีวิต ผมมีโอกาสรับใช้เบื้องพระยุคลบาท 3 ครั้งแล้ว ครั้งแรกคือ เป็นพระมหาชนกเล่มขาวดำ ต่อมาเป็นเล่มสี แล้วก็เล่มนี้ ผมคิดว่าสำหรับคนเขียนการ์ตูนผมได้มาถึงจุดสูงสุดในชีวิตผมแล้ว และจะเป็นพลังทำให้สามารถทำงานอื่นๆ ต่อไปได้ เพราะงานนี้เป็นงานที่เหนื่อยมาก ใช้เวลา 7-8 เดือน บางทีก็ล้า ผมจะล้ามากกว่าเพื่อน งานผมเยอะมาก มาทำงานที่นี่อยู่ถึงค่ำก็ต้องขับรถเข้าโรงพิมพ์ไทยรัฐ ไปนั่งทำงานต่อถึงเที่ยงคืน แล้วยังมีงานนอกที่เป็นจ๊อบเป็นเงินเป็นทอง อันนี้ก็ทิ้งไม่ได้ (ฮา)

อีกอย่างเล่มนี้เป็นเล่มที่สาม แรงผลักดันจะไม่มากเหมือนเล่มแรก ถ้าไม่ใช่งานของพระเจ้าอยู่หัว ผมคงบายไปแล้ว ให้น้องๆ เขาทำดีกว่า แต่นี่เป็นความภูมิใจส่วนตัว

หมอ : ผมรู้สึกเป็นเกียรติภูมิ ตอนทำแรกๆ ผมไม่กล้า กลัวพลาด รู้สึกว่าตัวเองยังมือไม่ถึง พี่ชัยต้องเตือนตลอดว่าให้ทำอย่างที่เคยทำ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องเกร็ง พอมาหลังๆ เริ่มหายเกร็งก็มาเริ่มเหนื่อย เพราะเวลาไล่มาแล้ว แต่ก็พยายาม งานนี้เหมือนเป็นโอกาสอีกครั้งในชีวิตที่ได้เข้ามาเรียนใหม่ ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากพี่ๆ ทุกคน ได้รู้จักวิทยายุทธ์ เทคนิคต่างๆ จากพี่ๆ ซึ่งผมก็พยายามขโมยเขามา (ฮา) พี่ชัยก็ยังสอนบ่อยๆ เรื่องการลงสี บางทีแกรำคาญ ก็จะบอกว่าอะไรวะต้องให้คนจบบัญชีมาสอนคนเรียนศิลปะ

โอม : ตั้งแต่แรกที่พี่ชัยเรียกตัวให้มาช่วยงานนี้ ผมก็ดีใจ มานึกถึงวงการการ์ตูน เราคิดว่าเป็นเกียรติแก่วงการการ์ตูน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสนใจ และทรงให้โอกาสในการนำสื่อการ์ตูนมาเผยแพร่ความรู้แก่คนทั่วไป ซึ่งหวังว่า วงการการ์ตูนบ้านเราจะนำโอกาสดีนี้สำหรับพัฒนาต่อๆ ไป

สละ : ผมก็รู้สึกไม่ต่างจากทุกคนครับ เป็นเกียรติภูมิสูงสุดในชีวิต แล้วในแง่คนทำการ์ตูนก็เหมือนเป็นโอกาสดีที่การ์ตูนถูกเลือกเป็นสื่อในครั้งนี้ .........................................................................................

ท้องฟ้ายามพลบในฉากการ์ตูนเรื่องทองแดงถูกทาทาบด้วยสีแสดแซมม่วง ขณะท้องฟ้ายามค่ำนอกสำนักงานชั่วคราวของเหล่าการ์ตูนนิสต์ชุด 'ถวายงาน' ก็ไม่ต่างกัน แต่ห้วงเวลานี้สีในหัวใจของพวกเขากลับเจิดจ้า...และละมุนละไม

1. คุณทองแดง
2. กว่าจะมาเป็นหนังสือการ์ตูน
3. สัมภาษณ์ นักวาดการ์ตูน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
การ์ตูนคุณทองแดง วางแผงแล้วทั่วประเทศ
แห่ซื้อพรึบการ์ตูนสี่สี "ทองแดง" 2 แสนเล่ม

รายละเอียดเกี่ยวกับการซื้อหนังสือ คลิกที่นี่ค่ะ