หัวข้อ : ดูกันหรือยัง โฆษณาขายประกัน -(รุนแรงหรือโดนใจ)-


เผยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ภาพยนตร์โฆษณา"ลูกพ่อ" ของไทยประกันชีวิตอัดยับรุนแรงภาพสื่อน่ากลัว ขระที่มุมมองคนรุ่นใหม่ชมเชย ทำโดนใจได้แง่คิด

"ผมอยากมีเวลามากกว่านี้ เวลาที่จะบอกลูกผมว่า... ผมรักเขามากที่สุดในโลก เวลาที่จะได้ทำในสิ่งที่ผมยังไม่ได้ทำ เวลาที่จะรักและดูแลเขามากกว่านี้...." บทภาพยนตร์โฆษณาชุด "ลูกพ่อ" ของบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด ความยาวเพียง 90 วินาที ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างสูง เนื่องจากการสื่อด้วยภาพที่กระทบความรู้สึกของผู้ชมอย่างรุนแรง

สำหรับเนื้อเรื่องของภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ชี้ให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ของพ่อลูกคู่หนึ่งที่มีปัญหาความขัดแย้งกันมาตลอด ตั้งแต่เล็กยันโต แต่เมื่อมาถึงวันหนึ่งที่ทั้งคู่เริ่มต้นละทิฐิหันหน้าทำความเข้าใจกัน ความตายกลับมาพรากทั้งสองจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

ทั้งนี้หากวิเคราะห์ภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้นับได้ว่า บริษัทไทยประกันชีวิตประสบความสำเร็จในแง่การดึงความสนใจของมวลชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่มองว่าโฆษณาชิ้นนี้ทำออกมาได้อย่างโดนใจ เป็นการขายภาพลักษณ์ขององค์กรได้อย่างถูกต้อง แต่ในมุมมองของคนอีกกลุ่มหนึ่งกลับเห็นว่า ภาพยนตร์โฆษณาดังกล่าวทำร้ายจิตใจความเป็นครอบครัวเกินไป

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว "คม ชัด ลึก" ได้สอบถามความเห็นจากผู้ที่ชมภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ถึงความเห็นในแง่มุมต่างๆ โดย น.ส.กิตติมา เปรุนาวิน นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง อายุ 21 ปี กล่าวว่า ครั้งแรกที่ได้ชมโฆษณาชุดนี้ รู้สึกสลดใจอย่างมาก และคิดว่าถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้กับตนเองคงเสียใจที่ไม่สามารถทำอะไรตามที่หวังไว้ ทำให้ได้ย้อนกลับมามองว่าในบางครั้งได้ทำอะไรตามใจตัวเองจนลืมนึกถึงจิตใจของคนรอบข้าง

"ยิ่งเมื่อได้ชมโฆษณาชุดนี้หลายๆ ครั้ง ก็ยิ่งตอกย้ำให้ความรู้สึกสลดใจมากขึ้น จนครั้งหลังๆ ไม่สามารถดูต่อไปจนจบได้แล้ว เพราะภาพที่ปรากฏมันกดดันความรู้สึกของเรามาก ทำให้ไม่สบายใจมากกว่า" น.ส.กิตติมา ระบุ

นางพัตรา โพธิ์ทรัพย์ อายุ 37 ปี อาชีพรับจ้าง กล่าวว่า หลังจากที่ได้ดูโฆษณาไทยประกันชีวิต รู้สึกสลดใจมาก ทำให้ได้แง่คิดว่า เมื่ออยากทำอะไรก็ควรรีบทำ เพราะไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น และทุกคนอาจไม่มีโอกาสกลับไปแก้ไขในสิ่งที่ผ่านมาได้

นายโกวิท อดิเรกสมบัติ อายุ 20 ปี นักศึกษา กล่าวว่า ภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนความจริง โดยเชื่อว่าในปัจจุบันยังมีครอบครัวในลักษณะเช่นนี้อยู่ ดังนั้นโฆษณาชิ้นนี้จึงเปรียบเหมือนตัวเชื่อมให้คนในครอบครัวได้หันหน้ามาพูดคุยกันมากขึ้น

นายเสด็จ บุนนาค พนักงานบริษัท ให้ความเห็นในมุมมองที่น่าสนใจว่า โฆษณาชุดนี้นำเสนอออกมาอย่างรุนแรง ซึ่งการเชิญชวนให้คนมาทำประกันชีวิตไม่จำเป็นต้องใช้ภาพสื่อออกมาในแง่ของการทำร้ายจิตใจคน โดยเฉพาะภาพของพ่อที่ขับรถประสานงากับสิบล้อไม่จำเป็นต้องฉายภาพไว้นาน เพื่อเป็นการตอกย้ำ

"โดนส่วนตัวผมก็เป็นคนที่ทำประกันชีวิตให้ทั้งครอบครัวอยู่แล้ว และไม่เห็นความสำคัญของโฆษณาที่สื่อออกมาในลักษณะโหดร้ายกับจิตใจ ทุกวันนี้เมื่อเห็นโฆษณาจะเปลี่ยนช่องทันที เพราะไม่อยากให้ลูกเห็น" นายเสด็จ กล่าว

ขณะที่นายวิทวัส ชัยปาณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทครีเอทีฟ จูซ จีวัน จำกัด เอเยนซีโฆษณารายหนึ่ง กล่าวว่า การนำเสนอภาพรุนแรงในเนื้อหาภาพยนตร์โฆษณา ต้องดูความเกี่ยวข้องกับตัวสินค้าด้วยว่ามีความเหมาะสมกันหรือไม่ หรือต้องการนำเสนอภาพเหตุการณ์ที่สมมติขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ อย่างเช่น ภาพยนตร์โฆษณาของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ที่มีโฆษณาออกมารณรงค์เรื่องเมาไม่ขับ โดยในเนื้อหาของภาพยนตร์โฆษาชุดนี้ มีภาพเด็กที่ถูกคนขับรถเมาชน ซึ่งมีเหตุผลในการนำเสนอว่าหากเมาแล้วขับ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุในลักษณะเช่นนี้ได้

กลุ่มบริษัทประกันภัย ทำเนื้อหาภาพยนตร์โฆษณาสามารถนำภาพความรุนแรงมาใช้ได้ดี เช่น โฆษณาตัวล่าสุดของไทยประกันชีวิต ที่มีภาพยนตร์โฆษณาเสนอในเรื่องของรถชนกัน ดูภาพแล้วบางคนอาจรู้สึกว่าเป็นภาพน่ากลัว รุนแรง แต่บางคนอาจดูแล้วรู้สึกเฉยๆ ซึ่งตรงจุดนี้ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน แต่หากถามว่าจำเป็นต้องมีฉากดังกล่าวหรือไม่ เชื่อว่าผู้สร้างสรรค์ภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ ต้องการสื่อให้เห็นภัยที่ทุกคนไม่อยากให้เกิด ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้ในแง่บวกต่อตราสินค้า เพราะมีตัวสินค้าในเรื่องการประกันชีวิตเป็นตัวรองรับ

"แต่หากสินค้ากลุ่มอื่นที่ไม่จำเป็น เช่น สินค้าจำพวกขนมขบเคี้ยว หากมีการนำเสนอภาพที่รุนแรงในเนื้อหาภาพยนตร์โฆษณาก็เหมือนกับเป็นการยัดเยียดภาพความรุนแรงให้กับประชาชนได้ดู ซึ่งอาจส่งผลต่อตราสินค้าได้" นายวิทวัส กล่าว

ที่มาจากหนังสือพิมพ์



++++++++++++ ดูภาพยนต์โฆษณา ++++++++++

เปิดใจครีเอทีฟแนวคิดมาจากหนังสือต่างประเทศ เขียนโดยผู้เป็นอัมพาตโรคสมองตีบ