หัวข้อ : พระราชวงศ์-ผู้แทนพระองค์ 25 ประเทศ ร่วมถวายพระพร"พระเจ้าอยู่หัว"ยิ่งใหญ่


สมเด็จพระราชาธิบดีสมเด็จพระราชินี และพระราชวงศ์ผู้แทนพระองค์ 25 ประเทศ ทรงร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสขอบพระทัย พร้อมทรงแนะ "การทำนุบำรุงประเทศชาตินั้น มิใช่เป็นหน้าที่ของผู้หนึ่งผู้ใด โดยเฉพาะ หากเป็นภาระความรับผิดชอบของคนไทยทุกคน"

หลังจากพระประมุขและพระราชวงศ์จากประเทศต่างๆเสด็จฯ ถึงประเทศไทยแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้สมเด็จพระราชาธิบดี สมเด็จพระราชินี และพระราชวงศ์ผู้แทนพระองค์ ทั้ง 25 ประเทศ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล ฉายพระรูปร่วมกัน ก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรขบวนเรือพระราชพิธีอย่างสมพระเกียรติ 

พระราชอาคันตุกะถวายพระพร

เมื่อเวลา 13.35 น. วันที่ 12 มิถุนายน 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินสู่โถงท้องพระโรงชั้นล่างของพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และภริยา รอรับเสด็จ ก่อนจะเสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่ชั้นสองของพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยสมเด็จพระบรมโอสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ในสมเด็จพระบรมโอสาธิราชฯ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาทินัดดามาตุ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ คุณพลอยไพลิน และคุณสิริกิติยา เจนเซน พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงรอรับเสด็จ 

ถวายพระพรตามลำดับขึ้นครองราชย์

ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้สมเด็จพระราชาธิบดี สมเด็จพระราชินี และผู้แทนพระองค์ ทั้ง 25 ประเทศ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยเรียงลำดับอาวุโสการครองราชย์ ดังนี้ 

เจ้าชายซัยยิดชีฮาบ บิน ตาริก ตัยมูร อัล-ซาอิด แห่งรัฐสุลต่านโอมาน ทรงฉลองพระองค์ชุดประจำชาติ เสด็จฯ มาถึงเป็นพระองค์แรก พระองค์ต่อมา เจ้าชายแอดรูว์ ทรงสัมผัสพระหัตถ์กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชคโมฮัมเมด บิน ไซอิด อัลนะห์ยัน มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 

เจ้าชายฟิลิปมกุฎราชกุมาร และเจ้าหญิงมาธิลด์ มกุฎราชกุมารี แห่งราชอาณาจักรเบลเยียม ทรงฉลองพระองค์ชุดราตรียาวดอกไม้ เจ้าชายโฮกุ้น มกุฎราชกุมาร เสด็จฯ พร้อมด้วยเจ้าหญิงเมตเต-มาริต แห่งนอร์เวย์ ทรงฉลองพระองค์ชุดราตรียาวสีน้ำเงิน 

เจ้าชายวิลเลม-อเล็กซานเดอร์มกุฎราชกุมาร เสด็จฯ พร้อมด้วยเจ้าหญิงมักซิมา มกุฎราชกุมารี แห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ทรงฉลองพระองค์ชุดราตรียาวแดง เจ้าชายจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก มกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ทรงฉลองพระองค์ชุดประจำชาติ

เจ้าชายทูโพทัวมกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรตองกา เชคคอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัลคอลิฟะห์ แห่งบาร์เรน ทรงฉลองพระองค์ชุดประจำชาติสีทอง เจ้าหญิงลัลลา ซัลมา เบนนานี แห่งราชอาณาจักรโมร็อกโก ทรงฉลองพระองค์ชุดประจำชาติสีขาวสาบสีทอง สมเด็จพระราชินีโซเฟีย แห่งสเปน ทรงฉลองพระองค์ชุดราตรียาวสีน้ำเงิน

เจ้าชายเฮนริกแห่งเดนมาร์ก เจ้าชายอาโลอิส มกุฎราชกุมาร แห่งราชรัฐลิกเตนสไตน์ เชคซอบะห์ อัลอะห์มัด อัลจาบีร์ อัลซอบะห์ แห่งคูเวต ทรงฉลองพระองค์ชุดประจำชาติ เจ้าชายอัลแบร์ที่ 2 แห่งราชอาณาจักรโมนาโก พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี แห่งกัมพูชา 

สมเด็จพระราชาธิบดีตวนกูไซอิด ซิรัจอุดดิน อิบนี อัลมาร์ฮูม ตวนกู ไซอิด ปุตรา จามาลุลไลล์ ยังดีเปอร์ตวน อากง และสมเด็จพระราชินีตวนกู เฟาชิอะห์ บินดี อัลมาร์ฮูม เติงกู อับดุล รอชีด รายา ประไหมสุหรี อากง แห่งมาเลเซีย

แกรนด์ดยุค อองรี แห่งลักเซมเบิร์ก สมเด็จพระราชาธิบดี อับดุลเลาะห์ที่ 2 บิน อัล-ฮุสเซ็น แห่งราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน 

สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่3 เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีมาเซเนต โมฮาโต เซเอโซ แห่งราชอาณาจักรเลโซโท ทรงฉลองพระองค์ชุดราตรีสีงาช้าง เชคฮามัด บิน คอลิฟะห์ อัล-ซานี เสด็จฯ พร้อมด้วย เชคเคาะห์เมาซา บินด์ เนเซอร์ อัลมิดนัด แห่งรัฐกาตาร์ ทรงฉลองพระองค์ชุดประจำชาติ

สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตเสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ แห่งญี่ปุ่น ทรงฉลองพระองค์ชุดผ้าไหมยาวเสื้อสีน้ำเงิน กระโปรงสีขาว สมเด็จพระราชาธิบดีสวาติที่ 3 เสด็จฯ พร้อมด้วยเจ้าหญิงลาดูเบ แห่งสวาซิแลนด์

สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่16 กุสตาฟ เสด็จฯ พร้อมสมเด็จพระราชินีซิลเวีย แห่งสวีเดน ทรงฉลองพระองค์ชุดผ้าไหมราตรียาวสีเงิน สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีราชา ฮิสตรี เป็งงีรัน อานัก ฮัจญะห์ ซาเลฮา แห่งเนการาบรูไน ดารุสซาลาม ทรงฉลองพระองค์ชุดประจำชาติสีชมพู เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลเป็นอันดับสุดท้าย 

ร่วมฉายพระรูปประวัติศาสตร์

หลังจากมีพระราชปฏิสันถารกับพระราชอาคันตุกะทั้งหมดแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ พร้อมด้วยสมเด็จพระราชาธิบดี สมเด็จพระราชินี และผู้แทนพระองค์ ร่วมฉายพระรูปประวัติศาสตร์  

โดยเก้าอี้แถวหน้าเป็นที่ประทับของสมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแถวหลังเป็นผู้แทนพระองค์และราชวงศ์ชั้นสูง หลังจากฉายพระรูปเรียบร้อย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับพระราชอาคันตุกะ พร้อมบรรยายพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นภาษาอังกฤษ 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับพระเก้าอี้เดียวกับ สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ แห่งบรูไน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ประทับพระเก้าอี้เดียวกับ สมเด็จพระราชินีราชา อิสตรี เป็งงีรัน อานัก ฮัจญะห์ ซาเลฮา แห่งบรูไน เช่นกัน 

ในหลวงมีพระราชดำรัสขอบพระทัย
จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสขอบพระทัยพระราชอาคันตุกะ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลว่า ข้าพเจ้ามีความยินดียิ่งนักที่ได้มาอยู่ในท่ามกลางบุคคลสำคัญจากทุกสถาบันในชาติ รวมทั้งประมุข และพระราชวงศ์ จากนานาประเทศ ที่มีไมตรีจิตเสด็จฯ มาร่วมงานเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษนี้ 

ขอขอบใจท่านนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างมากที่ได้อวยพรในนามของประชาชนชาวไทย และกล่าวถึงการปฏิบัติงาน รวมทั้งโครงการพัฒนาในด้านต่างๆ ของข้าพเจ้า ตลอดระยะเวลา 60 ปี ข้าพเจ้าใคร่จะกล่าวแก่ทุกท่านว่า การทำนุบำรุงประเทศชาตินั้น มิใช่เป็นหน้าที่ของผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ หากเป็นภาระความรับผิดชอบของคนไทยทุกคน ที่จะต้องขวนขวายกระทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อธำรงรักษาและพัฒนาชาติบ้านเมือง ให้เจริญมั่นคงและผาสุกร่มเย็น ข้าพเจ้า ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง จึงมีภาระหน้าที่เช่นเดียวกันกับคนไทยทั้งมวล จึงขอขอบใจทุกๆ คน ที่ต่างพยายามกระทำหน้าที่ของตนด้วยเต็มกำลังความสามารถ และให้ความร่วมมือสนับสนุนข้าพเจ้าในภารกิจทั้งปวงด้วยดีตลอดมา

ทั้งขอขอบพระทัยพระประมุขและพระราชวงศ์จากประเทศต่างๆที่ทรงอุตสาหะเสด็จฯ มาร่วมในงานครั้งนี้ด้วยทั่วกัน ขอคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายให้ปราศจากทุกข์และภัยทุกประการ บันดาลสุขสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล ให้สัมฤทธิ์แก่ท่านทุกเมื่อตลอดไป

จากนั้นเวลา15.40 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินกลับ 

พระราชอาคันตุกะเสด็จครบทุกพระองค์
ทั้งนี้ในช่วงเช้าวันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีพระราชอาคันตุกะเสด็จฯ มาถึงเมืองไทยเพื่อร่วมถวายพระพร เพิ่มอีก 4 พระองค์ จากประเทศสวีเดน เนเธอร์แลนด์ สเปน และเบลเยียม ดังนี้ 

สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่16 กุสตาฟ เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีซิลเวีย แห่งราชอาณาจักรสวีเดน ถึงไทยเวลา 05.50 น. โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเสด็จ ณ ท่าอากาศยานพิเศษดอนเมือง 

สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่16 กุสตาฟ ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2489 ปัจจุบันมีพระชนมพรรษา 60 พรรษา เป็นพระโอรสองค์เดียวของเจ้าชายกุสตาฟ อดอล์ฟ ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อพระองค์ยังทรงพระเยาว์ และเจ้าหญิงซิบีลลา เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์เบอร์นาด็อต เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2516 หลังจากสมเด็จพระอัยกา พระเจ้ากุสตาฟที่ 6 อดอล์ฟ เสด็จสวรรคต 

อภิเษกสมรสกับน.ส.ซิลเวีย ซอมเมอร์ลาท ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชินีซิลเวีย มีพระราชโอรสและพระราชธิดา รวม 3 พระองค์ คือเจ้าหญิงวิกตอเรีย มกุฎราชกุมารี เจ้าชายคาร์ล ฟิลิป และเจ้าหญิงเมเดอลีน

คนส่วนมากจดจำสมเด็จพระราชาธิบดีในฐานะประธานพิธีแจกรางวัลโนเบลซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่กรุงสตอกโฮล์มเมืองหลวงของราชอาณาจักรสวีเดน

สถานเอกอัครราชทูตณ กรุงสตอกโฮล์ม รายงานว่า สมเด็จพระราชาธิบดีมีพระราชดำริที่จะประทับต่อในราชอาณาจักรไทยเพื่อฉลองครบรอบ 30 ปีวันราชาภิเษกสมรส หลังจากทรงร่วมพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เวลาต่อมาสมเด็จพระราชินีโซเฟีย แห่งราชอาณาจักรสเปน เสด็จฯ ถึงไทย เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเสด็จ ที่สนามบินกองทัพอากาศ (บน.6) ทั้งนี้ สมเด็จพระราชินีโซเฟีย เสด็จฯ แทนพระองค์ สมเด็จพระราชาธิบดีฆวน การ์ลอส ที่ 1 

สมเด็จพระราชาธิบดีฆวนการ์ลอส ที่ 1 ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2481 ปัจจุบันมีพระชนมพรรษา 68 พรรษา เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2518 ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระราชินีโซเฟีย ซึ่งเป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระราชาธิบดีพอลที่ 1 และสมเด็จพระราชินีเฟรเดอริกาแห่งสาธารณรัฐเฮเลนิก มีพระราชธิดา 2 พระองค์ คือเจ้าหญิงเอเลนา และเจ้าหญิงคริสตินา มีพระราชโอรส 1 พระองค์ คือเจ้าชายเฟลิเป้

สมเด็จพระราชินีโซเฟียทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2481 ปัจจุบันมีพระชนมพรรษา 68 พรรษา ทรงสำเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญา ด้านกุมารเวชศาสตร์ รับสั่งภาษากรีก สเปน อังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส

สเปนเริ่มติดต่อกับไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2413 ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่น มีการเยี่ยมเยือนกันในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ

จากนั้นเวลา10.00 น.เจ้าชายวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ มกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เสด็จฯ พร้อมด้วยเจ้าหญิงมักซิมา พระชายา ทรงเป็นผู้แทนพระองค์สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเสด็จ ณ ท่าอากาศยานพิเศษดอนเมือง 

สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2481 ปัจจุบันมีพระชนมพรรษา 68 พรรษา ทรงเป็นพระราชธิดาของสมเด็จพระราชินีนาถจูเลียนาและเจ้าชายเบิร์นฮาร์ด 

ในพ.ศ. 2509 ทรงอภิเษกสมรสกับนักการทูตเยอรมัน เคลาส์ วอน อัมสเบิร์ก เจ้าชายเคลาส์สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2545 ขณะพระชนมายุ 76 พรรษา ทรงมีพระโอรส 3 พระองค์ คือ มกุฎราชกุมาร เจ้าชายวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ เจ้าชายแห่งออเรนจ์, เจ้าชายโจฮาน และเจ้าชายคอนสแตนติน

เจ้าชายวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2510 ปัจจุบันมีพระชนมายุ 39 พรรษา ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านประวัติศาสตร์และจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรในประเทศเนเธอร์แลนด์ ทรงอภิเษกสมรสกับ น.ส.มักซิมา ซอร์เรเกตา ชาวอาร์เจนตินา จากครอบครัวข้าราชการ ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นเจ้าหญิงมักซิมา มกุฎราชกุมารีแห่งเนเธอร์แลนด์ มีพระธิดา 2 พระองค์  

ทอดพระเนตรขบวนเรือพระราชพิธี
ต่อมาเวลาประมาณ17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินถึงราชนาวิกสภา จากนั้นเวลา 17.19 น. พระประมุขและพระราชวงศ์ผู้แทนพระองค์ ได้เสด็จพระราชดำเนินถึงราชนาวิกสภา โดยมีนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคณะรัฐมนตรีพร้อมภริยารอรับเสด็จ เชิญเสด็จขึ้นบันไดไปยังห้องที่ประทับ (ชั้น 2) ของอาคารราชนาวิกสภาหลังใหม่ เพื่อทอดพระเนตรขบวนเรือพระราชพิธี 

ทั้งนี้ช่วงเวลาก่อนเวลา 17.00 น. ท้องฟ้ายังมีเมฆปกคลุม คณะสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศนับพันคน ต่างเตรียมตรวจตราอุปกรณ์การถ่ายภาพของตนอย่างขะมักเขม้น เพื่อบันทึกภาพประวัติศาสตร์ครั้งนี้ให้สมบูรณ์แบบที่สุด

จากนั้นเวลา17.30 น. ขบวนเรือพระราชพิธีเริ่มเข้าสู่พื้นที่ (เริ่มตั้งแต่อาคารราชนาวีสโมสร) ฟ้าเริ่มเปิด ลำแสงสีทองจากพระอาทิตย์ยามเย็นเริ่มส่องแสงไปทั่วลำน้ำเจ้าพระยา นับเป็นภาพสวยงามประทับใจยิ่ง

เวลา17.43 น. ริ้วขบวนเรือพระราชพิธีเริ่มเข้ามาถึงจุดทอดพระเนตร เสียงเห่เรือดังกึกก้องทั่วลำน้ำเจ้าพระยา โดยการเห่สด ของ ร.อ.ณัฐวัฏ อร่ามเกื้อ กระทั่งถึงเวลา 17.54 น. เรือคู่หน้าสุด คือ ทองบ้าบิ่น และทองขวานฟ้า เริ่มผ่านจุดทอดพระเนตรบริเวณราชนาวิกสภา

พระบารมีเกิดลำแสงกระทบมหาราชวังเรืองรอง
ทั้งนี้ขบวนเรือพระราชพิธี แบ่งออกเป็น 5 ริ้ว ความยาว 1,200 เมตร ความกว้าง 90 เมตร กำลังพลทั้งสิ้น 2,200 นาย ซึ่งกองทัพเรือกำหนดใช้เรือพระราชพิธีทั้งหมด รวม 52 ลำ ประกอบด้วย เรือพระที่นั่ง 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ โดยใช้กำลังพลจากหน่วยงานต่างๆ ในกองทัพเรือ เป็นฝีพายเรือพระราชพิธี

โดยระหว่างเรือลำเล็กเช่น เรือตั้ง เรือแซง ที่เป็นส่วนประกอบของขบวนเรือราชพิธี ล่องนำผ่านพระบรมมหาราชวังมาก่อนหน้านั้น แสงอาทิตย์ก็ไม่ทาลงต้องลำน้ำเจ้าพระยาแต่อย่างใด จนกระทั่งเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ซึ่งเป็นเรือพระที่นั่งลำแรกล่องมาถึงบริเวณพระบรมมหาราชวัง ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับแสงพระอาทิตย์สาดสอดกระทบหลังคาพระบรมมหาราชวังโดยทันที ส่งให้เกิดภาพพระบรมมหาราชวังเป็นสีเหลืองทองอร่าม นับเป็นพระบารมีของพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าก็ว่าได้ และนี่คือส่วนหนึ่งในพระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่มีพระราชประสงค์ให้พระราชอาคันตุกะได้ยลภาพอันงดงามตระการตานี้
 
ที่มาจากหนังสือพิมพ์

ภาพประกอบข่าว
- ราชอาคันตุกะปลื้ม ขบวนเห่เรือ
- รวมภาพราชอาคันตุกะ