หัวข้อ : "กูปรี” โผล่เขาพนมดงรัก หลังสูญพันธุ์จากโลก


ข่าวดีระดับโลก “กูปรี”สัตว์ป่าที่อยู่ในบัญชีสูญพันธุ์ โผล่แถบเทือกเขาพนมดงรักของไทย หลังไม่เคยพบตัวเป็นๆในป่ามา นานกว่า 40ปี กรมอุทยานฯ สั่งตามรอยพร้อมหาภาพถ่ายมายืนยันเป็นหลักฐาน

(31ส.ค.) นายดำรงค์ พิเดช อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวด อม (ทส.) เปิดเผยว่า  เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งได้รับรายงานจากนายปัญญา บุญยาอดุลยกิจ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย จังหวัด อุบลราชธานีว่า เมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมาทีมเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าของอุทยานภูจองนายอยจำนวน 4 คน ซึ่งออกลาดตะเวนป่าใน บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ใกล้รอยต่อประเทศกัมพูชาและลาว หรือสามเหลี่ยมมรกต ได้บังเอิญพบกับสัตว์ขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายกับกระทิงจำนวน 3 ตัวหากินอยู่ในป่า แต่มีลักษณะเขาที่แปลกกว่าเขาของกระทิงและวัวแดง คือลักษณะเขาจะบิด และส่วนปลายเขาจะแตก ออกเป็นเส้นๆมีรูปร่างสูงสง่างาม ตัวสูงใหญ่

จากการสันนิษฐานคาดว่าน่าจะเป็นกูปรี หรือโคไพร ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวนของประเทศ ไทย และอยู่ในบัญชีสัตว์ที่สูญพันธ์ในระดับโลก เนื่องจากไม่เคยมีรายงานการค้นพบตัวเป็นๆ มานานกว่า 30-40 ปีมาแล้ว ซึ่งถ้าเป็นกูปรี จริงก็นับเป็นข่าวดีในวงการสัตว์ป่า และเป็นเรื่องแปลกที่สัตว์ชนิดนี้ยังหลบซ่อนจนมีชีวิตรอดอยู่ในพื้นที่ตามแนวชายแดนที่มีปัญหากับระเบิดจากสงครามอินโดจีนที่มีมากในแถบนี้

นายดำรงค์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ส่งทีมเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ออกซุ่มสังเกตการณ์ตามรอยกูปรี เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเป็นกูปรี ตัวจริงหรือไม่ ที่สำคัญจะนำกล้องถ่ายสัตว์ไปติดตั้งในจุดที่เคยเจอด้วย เพื่อจะได้มีหลักฐานภาพถ่ายที่ยืนยันได้  ถ้าสามารถตามรอยและบันทึกภาพและยืนยันว่ายังเป็นกูปรีที่ถูกระบุว่าสูญพันธุ์ไปจากโลกจริงๆ จะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นในระดับโลกทีเดียว เนื่องจากก่อนหน้านี้เมื่อช่วง 20 ปีก่อนก็เคยมีข่าวว่าเจอกูปรี ในป่าแถบจังหวัดศรีสะเกษ  ครั้งนั้นกรมป่าไม้ก็ส่งเจ้าหน้าที่ ติดตามค้นหาแต่ไม่พบเจอ ดังนั้นจึงมั่นใจว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเป็นกูปรี อย่างแน่นอน

ขณะที่นายปัญญา บุญญาอดุลยกิจ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย  จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว เคยมีข่าวการพบกูปรี หรือ โคไพร มาครั้งหนึ่ง แต่ข่าวได้เงียบหายไป ทั้งนี้จากการที่ตนทำงานในพื้นที่และได้สอบถามชาว บ้าน พรานป่าต่างๆ ก็เคยเล่าให้ฟังว่า เคยมีผู้พบเห็นสัตว์ชนิดนี้มาก่อนเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผ่านมา มีพรานป่าเก็บซาก ซึ่งเป็นเขา ขนาดใหญ่ และเชื่อว่าเป็นกูปรี กลับมาด้วย

ซึ่งทางเจ้าหน้าที่อุทยานภูจองนายอย ก็ได้ซื้อซากดังกล่าวเก็บไว้เป็นหลักฐานที่สำนักงาน อุทยานฯ รวมทั้งยังนำออกจัดแสดงนิทรรศการในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ในเขตเทือกเขาพนมดงรัก ส่วนใหญ่เชื่อว่า กูปรี  ยังมีอยู่จริง โดยเฉพาะหลังการพบเห็นของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนพิทักษ์ป่าล่าสุด รวมกับซากของเขาที่มีอยู่ทำให้หลายคนค่อนข้างเชื่อและหวังว่าจะพบเจออีก โดยพยายามติดกล้องถ่ายรูปออกไปด้วยเพื่อเก็บภาพสัตว์ชนิดนี้มายืนยัน

“ตอนนี้ผมสั่งลูกน้องไว้เลยว่าเวลาออกลาดตระเวนให้ติดกล้องไปด้วย และถ้าพบให้ถ่ายรูปหรือรายงานด่วน เมื่อก่อนที่มีข่าว ผมเองก็ไม่ได้สนใจ เพราะเมื่อก่อนเจ้าหน้าที่จะไม่ได้เข้าไปในป่าลึกขนาดนี้ แต่ปัจจุบันชาวบ้านมักลักลอบเข้าไปล่าสัตว์ในเขตป่าลึกขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเขาไปลาดตระเวนในป่าลึกตามไปด้วย ทำให้พบเห็นสัตว์ดังกล่าว รวมทั้ง มีซากที่ได้จากพรานป่าทำให้เชื่อและค่อน ข้างมั่นใจว่ายังมีสัตว์ชนิดนี้อยู่ ส่วนตัวผมมีความเชื่อมากกว่าห้าสิบเปอร์เซนต์ และอยากให้มีการพิสูจน์ทางวิชาการ โดยเฉพาะซากเขาที่ เราพบและเก็บไว้ เพื่อหาว่ามีอายุเท่าไหร่

ซึ่งขณะนี้ได้รายงานให้นายดำรงค์ ทราบแล้ว และทางกรมฯ ก็มีสำนักวิจัยสัตว์ป่าอยู่ น่าจะมีการ ตรวจสอบข้อมูลทางวิชาการได้ เพราะหากยังมีสัตว์ชนิดนี้อยู่จริงก็ถือว่าจะเป็นโชคดีของคนในแถบนี้ เพราะในบริเวณป่าที่พบ เป็นผืนป่า ขนาดใหญ่ติดต่อเชื่อมระหว่าง 3 ประเทศ คาดว่าสัตว์คงวิ่งไปมาอยู่ในบริเวณนี้ “ นายปัญญากล่าว

ด้านนายสุรพล ดวงแข เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โอกาสที่จะเป็นกูปรีอาจจะน้อยเต็มที เพราะการแยกแยะลักษณะของกูปรี วัวแดง และกระ ทิง ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกันค่อนข้างยาก ถ้าไม่เห็นชัดเจนแบบเห็นรายละเอียดมากพอก็อาจจะเข้าใจผิดได้ ซึ่งสมัยเมื่อ 40-50 ปีก่อน นพ.บุญส่ง เลขะกุล เคยสำรวจและตามกูปรี กระทิง วัวแดงก็พบว่าสัตว์ชนิดนี้อยู่รวมกับ ปนกับฝูงวัวแดง ดังนั้นจึงต้องสำรวจว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีวัวแดงอยู่หรือไม่  จึงมั่นใจว่าเป็นกูปรี แต่หากเป็นกูปรีจริงๆก็ถือเป็นข่าวดีมาก

“เมื่อ 10 ปีที่แล้วเคยมีการรายงานข่าวทางสถานีโทรทัศน์บีบีซีว่านักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย ได้สำรวจเจอซากเนื้อและเขาของกูปรีวางขายในตลาดกัมพูชา ซึ่งถือเป็นข่าวที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะกูปรีตัวสุดท้ายที่อยู่ในสวนสัตว์  Vincencs Zoo Paris ของประเทศฝรั่งเศสก็ตายไปแล้วตั้งแต่ปี 1940 การที่เจอซากของมันเมื่อ 10 ปีก่อนจึงท้าทายวงการสัตว์ป่าอย่างมาก เพราะ จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีภาพถ่ายตัวกูปรีจากป่ามายืนยัน ที่พอจะเห็นได้ก็เป็นเขาของมัน ซึ่งนพ.บุญส่ง ได้เก็บสะสมเขาของกูปรีเอาไว้ จำนวนหนึ่ง ขณะนี้อยู่ในความดูแลของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)”นายสุรพลกล่าว


สำหรับกูปรีหรือโคไพร มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bos sauveli เป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน 15 ชนิดของประเทศไทย และอยู่ใน Appendix I ตามอนุสัญญา CITES เป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายกับกระทิงและวัวแดง เมื่อโตเต็มที่มีความสูงที่ไหล่ 1.7- 1.9 เมตร น้ำหนัก 700-900 กิโลกรัม ตัวผู้มีขนาดลำตัวใหญ่กว่าตัวเมียมาก สีโดยทั่วไปเป็นสีเทาเข้มเกือบดำ ขาทั้ง 4 มีถุงเท้าสีขาว เช่นเดียวกับกระทิง ในตัวผู้ที่มีอายุมาก จะมีเหนียงใต้คอยาวห้อยลงมาจนเกือบจะถึงดิน เขากูปรีตัวผู้กับตัวเมียจะแตกต่างกันโดยเขาตัวผู้ จะโค้งเป็นวงกว้าง แล้วตีวงโค้งไปข้างหน้า ปลายเขาแตกออกเป็นพู่คล้ายเส้นไม้กวาดแข็ง ตัวเมียมีเขาตีวงแคบแล้วม้วนขึ้นด้านบน ไม่มีพู่ ที่ปลายเขาชอบอาศัยตามป่าโปร่ง ที่มีทุ่งหญ้าสลับกับป่าเต็งรังและในป่าเบญจพรรณที่ค่อนข้างแล้งมีเขตแพร่กระจายอยู่ในไทย เวียดนาม ลาว และกัมพูชา

ปัจจุบันกูปรีเป็นสัตว์ป่าที่หายากกำลังใกล้จะสูญพันธุ์หมดไปจากโลก เนื่องจากการถูกล่าเป็นอาหารและสภาวะ สงครามในแถบอินโดจีน ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยเฉพาะกูปรี ทำให้ยากในการอยู่ร่วมกันในการอนุรักษ์กูปรีประเทศไทยมีรายงานว่าพบกูปรีอยู่ ตามแนวเทือกเขาชายแดนไทย-กัมพูชา และลาว เมื่อปี พ.ศ. 2525 มีรายงานพบกูปรีในบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก 
 
ที่มาจากหนังสือพิมพ์

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
- ข้อมูลน่าสนใจของ "กูปรี" (Kouprey)
- ความรู้ทั่วไป เกี่ยวกับ สัตว์สงวน



โดย : BBug
วันที่ : 2006-08-31 03:17:09
 



::: แสดงความคิดเห็น :::

 
* ชื่อ
* รายละเอียด
emoticon
email



ความคิดเห็นที่ 11


ดีใจจังเลย ต่อไปจะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นกูปรีแล้ว

โดย : มิ้งค์นะ วันที่ :2006-09-01 10:57:41



ความคิดเห็นที่ 10


โชคดี..จัง

ช่วยกันอนุรักษ์ไว้นานๆ น๊า..



โดย : nan_zy วันที่ :2006-09-01 09:55:12



ความคิดเห็นที่ 9


ว่าแล้วก็ไม่เคยเห็นภาพ ถ่ายแบบเป็นๆ สักที ขอให้ เจ้าหน้าชุดนี้ ถ่ายภาพได้ที.... สาธุ

โดย : เคอิ วันที่ :2006-09-01 08:49:44



ความคิดเห็นที่ 8


ข่าวดีของพวกลักลอบล่าสัตว์ด้วยเหมือนกัน

ค่าหัวคงจะหลายตังเลย

เสียดายแย่เลยหากไปฆ่ามันแล้วเอาอวัยวะมาประดับหรือเอามาเป็นอาหาร

แล้วต่อไปจะเหลืออะไรเนี่ย

ช่วยดูแลกันหน่อยนะครับ จนท. อย่าให้มันเหมือนอดีตเลย

คนล่าก็อย่าไปทำมันเลยน๊า..



โดย : kokololl วันที่ :2006-09-01 08:39:34



ความคิดเห็นที่ 7




โดย : VaMpIrE_KiSs วันที่ :2006-09-01 08:27:02



ความคิดเห็นที่ 6


เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเลยนะ ถ้ายังมีชีวิตอยู่จิง เราต้องดูแลมัน ไม่ให้มันสูญพันธ์อีก ไม่งั้นมันก็จะไม่ต่างอะไรกับอดีต ที่เราเอาแต่ฆ่ามัน

โดย : yukio วันที่ :2006-09-01 08:16:12



ความคิดเห็นที่ 5


ดีใจจังเลยครับ

ขอให้เจอนะครับ สาธุ เอาใจช่วยครับ



โดย : PoPIIINaAn วันที่ :2006-09-01 06:33:36



ความคิดเห็นที่ 4


ขอให้เจอด้วยน่ะคร้าบ



โดย : อ้ายหำแล วันที่ :2006-09-01 05:44:34



ความคิดเห็นที่ 3


อยากเห็นตัวจริงๆ จัง



โดย : Emmy_rallyman วันที่ :2006-09-01 02:18:52



ความคิดเห็นที่ 2


ดีใจจัง

โลกของเราน่าอยู่

ขึ้นมาอีกนิส

 



โดย : y_yingha วันที่ :2006-08-31 21:33:50



ความคิดเห็นที่ 1


สาธุ....ขอให้ยังมีอยู่จริงๆเถอะ

โดย : woky วันที่ :2006-08-31 20:34:08